|
ทศานุภาพของการจัดการความรู้ |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
Thursday, 16 July 2009 09:44 |
|
Page 1 of 2 การจัดการความรู้มี “อานุภาพทั้งสิบ” หรือ “พลังทั้งสิบ” ที่คนทั่วไปไม่ตระหนัก และไม่มีทักษะในการใช้พลังเหล่านี้ กล่าวให้รุนแรง เรามืดบอดต่อพลังเหล่านี้ เป็นความมืดบอด (อวิชชา) อันเนื่องจากเราเคยชินกับ ความรู้ ในรูปแบบของ “ปัญญาของผู้รู้” เราไม่เอาใจใส่ หรือไม่ให้ความสำคัญ ต่อ “ปัญญาของผู้ปฏิบัติ” พลังที่ยิ่งใหญ่สิบประการที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการจัดการความรู้ คือเป็นทั้งพลังสำหรับนำมาใช้ในการดำเนินการจัดการความรู้ และเป็นพลังที่เกิดจาการจัดการความรู้ ได้แก่ | 1. พลังปัญญาของผู้ปฏิบัติ ผู้ที่ผ่านการประชุมปฏิบัติการเพื่อทำความรู้จักการจัดการความรู้ จะเริ่มเห็นคุณค่าของ “ความรู้ที่มีอยู่ในผู้ทำงานหรือผู้ปฏิบัติ” (Tacit Knowledge) ผู้ที่ดำเนินการจัดการความรู้จนมีประสบการณ์หรือความชำนาญ จะซาบซึ้งในพลังของความรู้ที่มีอยู่ในผู้ปฏิบัติ ความรู้เหล่านี้ไม่สามารถเสนอออกมาเป็นคำพูดได้ทั้งหมด ยิ่งเสนอออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ยิ่งออกมาได้น้อย แต่เมื่อใดก็ตามที่ถึงคราวปฏิบัติ ผู้มีความรู้เหล่านี้จะกระทำได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม คือทำได้โดยไม่ต้องใช้จิตสำนึก พลังปัญญาของผู้ปฏิบัติเหล่านี้ หากเสริมด้วยความรู้เชิงทฤษฎี (Explicit Knowledge) ซึ่งมีอำนาจอธิบายสูง ก็จะยิ่งทำให้ พลังปัญญาของผู้ปฏิบัติได้รับการยกระดับขึ้นไปอีก เป็นการยกระดับความรู้ขึ้นภายในตัวผู้ปฏิบัติเอง ยิ่งถ้าผู้ปฏิบัติหลายๆ คน ได้ร่วมกันตีความความรู้เชิงทฤษฎีดังกล่าวบนฐานของประสบการณ์ในการทำงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ความเข้าใจและความหมายต่อการปฏิบัติงาน การยกระดับความรู้ก็จะยิ่งมากขึ้น ขอย้ำว่าการยกระดับความรู้เน้นที่การยกระดับภายในตัวผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ในกระดาษ หรือในตัวนักทฤษฎี สังคม ชุมชน หรือองค์กร ที่เห็นคุณค่า และรู้จักนำพลังปัญญาที่มีอยู่ในผู้ปฏิบัติมาสร้างคุณค่าและมูลค่า จะเคารพและให้เกียรติผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ เป็นพื้นฐานของสังคมสมานฉันท์ และเป็นพื้นฐานของภราดรภาพ สังคมใด ชุมชนใด หรือองค์กรใดสร้างสรรค์บรรยากาศเช่นนี้ได้ จะเกิดพลังชุมชนที่ยิ่งใหญ่ นี่คือพลานุภาพของการจัดการความรู้ | 2. พลังทุนปัญญาที่มีอยู่ในองค์กร ในชุมชน หรือในสังคม นี่คือ “ทรัพย์สมบัติที่ซ่อนเร้น” ที่ถ้าเราไม่นึกถึง ไม่เห็นคุณค่า ก็เหมือนไม่มี ทุนปัญญาเหล่านี้มีอยู่ในคน อยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างคน หรืออยู่ในวัฒนธรรมประเพณี หรือวิธีปฏิบัติงาน “ความรู้แฝง” เหล่านี้ หากมองจากมุมหนึ่ง จากเป้าหมายหนึ่ง อาจถือได้ว่าเป็นความรู้ที่ไม่เหมาะสม ล้าหลัง หรือก่อปัญหา แต่ถ้ารู้จักนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งอย่าง เหมาะสม รู้จักใช้ผสมผสานกับความรู้อื่น ก็อาจเกิดผลที่ยิ่งใหญ่ จะเห็นว่า ความรู้เป็นสิ่งที่เป็นกลาง อาจก่อประโยชน์ก็ได้ ก่อโทษก็ได้ การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ หรือวิธีการ นำความรู้ไปทำให้เกิดประโยชน์ ในกรณีนี้คือการนำ “ความรู้แฝง” ไปใช้ให้เกิดคุณค่าและมูลค่า วิธีนำ “ความรู้แฝง” มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่เกิดโทษ ทำได้โดยการมองที่ความสำเร็จ หรือผลงานเยี่ยม ที่ผูกพันอยู่กับความรู้หรือวิธีปฏิบัตินั้นๆ ดำเนินการค้นหาและนำเอาทุนปัญญาเหล่านี้ มาตีความ และประยุกต์ใช้ ยิ่งดำเนินการค้นหาและนำมาใช้ ก็จะยิ่งพบทุนปัญญาที่ไม่คาดฝันแฝงเร้นอยู่ในองค์กร ชุมชน หรือสังคม มากมาย อยู่ในสภาพที่ “ยิ่งใช้ยิ่งค้นพบเพิ่มขึ้น” นี่คือพลานุภาพของ “ทนปํญญา” | | 3. พลังของความสำเร็จความชื่นชมยินดี ในความสำเร็จ หรือผลงานเยี่ยม มีความรู้ฝังอยู่ ที่เรียกว่า “ความรู้ฝังลึก” หรือ “ความรู้แฝง” (Tacit Knowledge) หรือความรู้ของผู้ปฏิบัติ นั่นเอง การจัดการความรู้เน้นที่การเสาะหา (capture) ความรู้ที่ต้องการ หรือเหมาะสม เพื่อการบรรลุเป้าหมาย มาประยุกต์ใช้ ความรู้ที่ต้องการดังกล่าวมีอยู่ใน ๒ ที่ คอมีอยู่ภายในองค์กร (ชุมชน) เอง กับ มีอยู่นอกองค์กร (ชุมชน) วิธีค้นหา ทำโดย หาความสำเร็จ หรือผลงานเยี่ยม ที่มีอยู่ภายในองค์กร และภายนอกองค์กร แล้วใช้ พลังของความชื่นชมยินดี พลังของการเห็นคุณค่า ดำเนินการดูดซับ (สู่คน) และบันทึก “ขุมความรู้” (Knowledge Assets) (สู่กระดาษ) จากความสำเร็จหรือผลงานเยี่ยมเหล่านั้น กระบวนการจัดการความรู้ เพื่อดูดซับความรู้จากความสำเร็จหรือผลงานเยี่ยมสู่คนและสู่กระดาษ มิได้ก่อผล เฉพาะด้านการดูดซับและบันทึกความรู้เท่านั้น แต่จะก่อผลที่มีคุณค่ายิ่งอีกอย่างน้อย ๕ ประการ ได้แก่ - การยกระดับความรู้ ในกระบวนการดังกล่าว กลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันสร้างผลงานที่เป็นความสำเร็จ หรือผลงานเยี่ยม จะเกิดความรู้ความเข้าใจวิธีการปฏิบัติงานของตน เพิ่มขึ้น และความรู้ที่มีการดูดซับสู่คน หรือบันทึกลงกระดาษบางส่วนก็จะเป็นความรู้ที่ยกระดับขึ้นจากเดิมด้วย - มิตรภาพ ภราดรภาพ ความเคารพนับถือระหว่างกัน ในหมู่ผู้เข้าร่วมกระบวนการ อันจะนำไปสู่การเป็นพันธมิตร หรือเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่อเนื่องยาวนาน - ความรู้สึกมั่นใจตนเอง เห็นคุณค่าของตนเอง และคุณค่าของการทำงานร่วมกัน ของกลุ่มผู้มีความสำเร็จหรือผลงานเด่น อันจะนำไปสู่ความมั่นใจที่จะทดลองหรือสร้างสรรค์วิธีทำงานใหม่ๆ ต่อไปอีก - ความอ่อนน้อมถ่อมตน เห็นข้อจำกัดของตน เห็นคุณค่าของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในกลุ่มผู้มีผลงานเด่น และในกลุ่มผู้ขอเรียนรู้ อันเนื่องมาจากประสบการณ์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น จะทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดความรู้สึกเช่นนี้เองโดยไม่ต้องมีคนบอก - บรรยากาศเชิงบวก เชิงชื่นชมยินดี เชิงเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน เชิงรักนับถือ ภายในองค์กร (ชุมชน) จะเพิ่มขึ้น พลานุภาพที่แท้จริง ไม่ใช่พลังที่จำกัดอยู่ที่ผลของการกระทำชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แล้วจบอยู่ตรงนั้น แต่เป็นพลังที่ “มีชีวิต” คือส่งผลต่อเนื่องได้ ก่อแรงกระเพื่อมไปไกลๆ แบบ “ไร้สาย” ได้ และที่สำคัญ ก่อตัวเป็นผลที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยตนเอง (self-organization) | 4. พลังของเรื่องเล่า (Storytelling) การเล่าเรื่องราวแห่งความสำเร็จก่อความรู้สึกเชิงบวก มีความหวัง, ลบหรือลดความท้อแท้สิ้นหวัง วิธีการจัดการความรู้โดยนำเอาความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดมาเล่า มีวิธีการเล่าที่ถูกต้อง มีการสร้างบรรยากาศเชิงชื่นชมยินดี มีการซักถามด้วยความอยากรู้และเห็นคุณค่า จะทำให้มี “ความรู้ฝังลึก” (Tacit Knowledge) หลั่งไหลออกมามากและมีคุณภาพสูงอย่างไม่คิดว่าจะมีถึงขนาดนั้น ยิ่งมีการจดบันทึก “ขุมความรู้” และช่วยกันตีความหรือทบทวน “ขุมความรู้” ก็จะเกิดการยกระดับความรู้ขึ้นโดยอัตโนมัติ เรื่องเล่าคือเครื่องมือเชื่อมต่อความรู้ที่ได้สร้างสมไว้ในอดีต ทั้งที่สร้างอย่างรู้ตัว และไม่รู้ตัว สู่ปัจจุบัน เป็นเครื่องมือ หรือสื่อ หรือ “ร่างทรง” ให้ “ความรู้แฝง” ได้ปรากฏตัว ทำให้เราสามารถ “ดูด จับ” (capture) ความรู้เหล่านี้ได้ เรื่องเล่ามีพลานุภาพในการเป็น “รูปธรรม” ให้เราค้นหา “นามธรรม” ได้ | | 5. พลังของการเล่าเรื่องสู่ cyber space (blog) นี่คือพลานุภาพที่เกิดจาการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นสะพานเชื่อมความรู้ เป็นเครื่องมือของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ เดิมเราเข้าใจว่าจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ (อี-เมล์) เว็บไซต์ กระดานสนทนา และโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการสื่อสารภายในองค์กร จะเป็นเครื่องมือหลัก แต่ปัจจุบันพบว่า blog หรือ weblog น่าจะเป็นเครื่องมือสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน “พื้นที่เสมือน” ที่ทรงพลังที่สุด ที่สำคัญคือใช้ฟรี มีค่าใช้จ่ายเพียงค่าเข้าอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ผู้ให้บริการ บล็อก ที่เขียนโปรแกรมโดยคนไทย คือ www.gotoknow.org และผมเขียนบล็อกทุกวันที่ http://thaikm.gotoknow.org GotoKnow จะเป็นเครื่องมือสร้างชุมชนนักจัดการความรู้ขึ้นในประเทศไทย |
|